Menu

กทม.แก้ฝุ่นต่อเนื่อง ติดสติ๊กเกอร์รถ1.4 หมื่นคันไม่ขับต้องดับเครื่อง

0 Comments

กทม.แก้ปัญหาฝุ่นละอองต่อเนื่อง แม้จะผ่านช่วงวิกฤต ล่าสุดติดสติ๊กเกอร์รถในสังกัดกว่า 14,000 คัน เป็นเชิงสัญลักษณ์ทุกคันไม่ขับต้องดับเครื่อง เพราะเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษสำคัญในกรุงเทพฯ

นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร(ปลัด กทม.)เปิดกิจกรรม กทม.ร่วมใจลดฝุ่นละออง PM2.5 ภายในบริเวณอาคารธานีนพรัตน์ กทม. 2 เขตดินแดง จากนั้นเดินขบวนรณรงค์ติดสติ๊กเกอร์ “ร่วมใจไม่ขับ ช่วยดับเครื่อง” ให้กับรถราชการในสังกัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีประมาณ 14,000 คัน เป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่า รถ กทม.ทุกคันไม่ขับ ต้องดับเครื่อง เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากยานพาหนะอย่างจริงจัง

ปลัด กทม.กล่าวว่า แหล่งกำเนิดมลพิษสำคัญในกรุงเทพฯ คือรถยนต์ โดยปัจจุบันในพื้นที่กรุงเทพฯ มีรถที่จดทะเบียนกว่า 10 ล้านคัน แยกเป็นเครื่องยนต์ดีเซลประมาณ 2,000,000 คัน ถือว่ามากกว่าพื้นผิวจราจรที่จะสามารถรองรับได้ 4 เท่า ทำให้เกิดการจราจรติดขัดและเป็นที่มาของการสะสมมลพิษบนท้องถนน ประกอบกับในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม ถึงมีนาคม เป็นช่วงที่มีความกดอากาศสูง ทำให้ฝุ่นควันมลพิษเกิดการสะสมในชั้นบรรยากาศได้มากขึ้น

ปลัดกทม.กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา กทม.ได้ร่วมกับหลายภาคส่วนดำเนินการเข้มงวดกวดขันการปล่อยฝุ่นควันจากรถยนต์ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ทั้งนี้ในส่วนของกรุงเทพฯ ที่มีจำนวนรถยนต์ในสังกัดมากกว่า 14,000 คันจึงมีนโยบายเน้นย้ำและกำชับให้พนักงานขับรถยนต์ทุกหน่วยงานต้องดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเมื่อไม่ปฏิบัติงาน หรือจอดรถรับส่งผู้โดยสาร พร้อมกับให้ดูแลบำรุงรักษารถยนต์ตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ตามระยะ ทาง เป็นประจำทุก 6 เดือนเพื่อไม่ให้ปล่อยมลพิษเกินค่ามาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด จากข้อมูลพบว่ารถยนต์ในสังกัด กทม.กว่าร้อยละ 90 มีค่ามลพิษผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ในอนาคตจะต้องทำให้ยานพาหนะของกทม.ทั้งหมดผ่านเกณฑ์มาตรฐานมลพิษทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะ กทม.เป็นหน่วยงานที่ทำ หน้าที่ในการดูแลเรื่องของคุณภาพอากาศจึงต้องทำเป็นตัวอย่าง

นางศิลปสวย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า แม้ว่าจะผ่านพ้นช่วงเวลาที่มีการคาด การณ์ว่าอากาศในกรุงเทพจะปิดแต่นโยบายต่างๆได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วย งานยังคงปฏิบัติตามเดิมทั้งการฉีดพ่นน้ำจากอาคารสูงฉีดพ่นน้ำในสวนสาธารณะรวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆก็จะยังคงทำต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติจริงๆ